คลอโรฟิลล์มีประโยชน์อย่างไร (Benefits of Chlorophyll)

เนื้อหา

คลอโรฟิลล์ คือ คลอโรฟิลล์มีบทบาทสำคัญในการทำให้พืชสีเขียวและแข็งแรง  นอกจากนี้ยังมีวิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ และคุณสมบัติทางการรักษาที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์

คลอโรฟิลล์ได้จากพืชหรืออาหารเสริม แม้ว่าอาหารเสริมอาจมีประสิทธิภาพมากกว่า  เนื่องจากคลอโรฟิลล์อาจไม่สามารถทนการย่อยอาหารได้นานพอก่อนที่จะถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกาย

อาหารเสริมคลอโรฟิลล์แท้จริงคือคลอโรฟิลลินซึ่งมีทองแดงแทนแมกนีเซียม  เมื่อรับประทานคลอโรฟิลลินในปริมาณมาก ทองแดงจะถูกตรวจพบในพลาสมา ซึ่งนั่นหมายถึงมีการดูดซึมเกิดขึ้น

โชคดีที่คลอโรฟิลลินมีคุณสมบัติคล้ายกับคลอโรฟิลล์  เวลาคุณซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคลอโรฟิลล์ คุณอาจสังเกตเห็นว่ามีการแจ้งสรรพคุณเอาไว้ว่า:

  •  กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
  •  ขจัดเชื้อราในร่างกาย
  •  ดีท็อกซ์เลือดของคุณ
  •  ล้างลำไส้
  •  กำจัดกลิ่นเหม็น
  •  เติมพลังให้ร่างกาย
  •  ป้องกันมะเร็ง

อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยมีความหลากหลายว่าคลอโรฟิลล์สามารถส่งเสริมสุขภาพของคุณได้จริงด้วยวิธีเหล่านี้หรือไม่  และยังจำเป็นต้องมีการศึกษาขนาดใหญ่และเข้มงวดมากขึ้นเพื่อประเมินประโยชน์ต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากคลอโรฟิลล์  

ดีท็อกซ์ล้างลำไส้ กับเรื่องที่ควรรู้ อ่านต่อที่นี่

 ประโยชน์ของคลอโรฟิลล์

 นักวิจัยยังคงสำรวจว่าคลอโรฟิลล์นั้นอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพ มาสำรวจกันสักนิดว่าเรารู้อะไรบ้าง

 1. ช่วยรักษาผิว

 คลอโรฟิลลินแสดงให้เห็นความเป็นไปได้ในการลดการอักเสบและการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในบาดแผลที่ผิวหนัง

 จากการวิจัยการดูแลแผลในปี 2551 เกี่ยวข้องกับการศึกษาขี้ผึ้งหลายอย่างที่มี ปาเปน-ยูเรีย-คลอโรฟิลลิน

ในขณะที่การศึกษาเดี่ยวนั่นมีการพบว่าครีมนี้มีประสิทธิภาพมากกว่าการรักษาอื่นๆ แต่ถึงอย่างไรก็ยังจำเป็นที่ต้องมีการศึกษาที่ใหญ่กว่าและมีการควบคุมที่ดีกว่านี้เพื่อที่จะยืนยันผลของการวิจัย

จริงๆแล้วคลอโรฟิลลินอาจมีประสิทธิภาพในการช่วยรักษาปัญหาสภาพผิวอื่นๆ ตามที่พบหลักฐานจากผลการศึกษานำร่องในสองครั้งที่กล่าวมา (การศึกษานำร่องคือการศึกษาเบื้องต้นในขนาดเล็กที่ดำเนินการก่อนการศึกษาหรือการทดลองในขนาดใหญ่)

 การศึกษานำร่องในปี 2015 จากผู้เข้าร่วม 10 คนที่เป็นสิวและรูขุมขนกว้าง พบว่าผิวดีขึ้นเมื่อใช้เจลคลอโรฟิลลินเป็นเวลา 3 สัปดาห์

การศึกษานำร่องในปี 2015 ซึ่งเกี่ยวข้องกับอีก 10 คนที่ทดลองด้วย พบว่าการใช้คลอโรฟิลลินเฉพาะที่นานกว่า 8 สัปดาห์ช่วยปรับปรุงผิวที่ถูกทำลายจากแสงแดด

 2. ช่วยสร้างเลือด

 บางคนแนะนำว่าคลอโรฟิลล์เหลวสามารถสร้างเลือดได้โดยการปรับปรุงคุณภาพเซลล์เม็ดเลือดแดง

 การศึกษานำร่องในปี 2547 ชี้ให้เห็นว่าต้นข้าวสาลีอ่อนซึ่งมีคลอโรฟิลล์ประมาณร้อยละ 70 ช่วยลดจำนวนการถ่ายเลือดที่จำเป็นในผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียซึ่งเป็นโรคเลือด

 อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าผู้ศึกษาไม่ได้สรุปว่าคลอโรฟิลล์เป็นสิ่งที่ทำให้การถ่ายเลือดลดลง

 ดร.คริส เรย์โนลด์ส ผู้เชี่ยวชาญทางคลินิกด้านต้นข้าวสาลีอ่อน เชื่อว่าประโยชน์น่าจะมาจากต้นข้าวสาลีอ่อนเองมากกว่าจากคลอโรฟิลล์

 ยังไม่ชัดเจนว่าต้นข้าวสาลีมีผลต่อเซลล์เม็ดเลือดแดงอย่างไร  แต่เชื่อกันว่าคลอโรฟิลล์นั้นได้ถูกทำลายตั้งแต่ในระหว่างการผลิตสารสกัดจากต้นข้าวสาลีอ่อนแล้ว

 3. ช่วยล้างพิษและมะเร็ง

 นักวิจัยได้ศึกษาผลของคลอโรฟิลล์และคลอโรฟิลลินต่อมะเร็ง

 จากการศึกษา ในปลาเทราท์ พบว่า คลอโรฟิลล์ช่วยลดการเกิดของเนื้องอกในตับได้ 29 ถึง 63 เปอร์เซ็นต์ และเนื้องอกในกระเพาะอาหารได้ 24 ถึง 45 เปอร์เซ็นต์

 และจากการศึกษาในปี 2018 มีการประเมินผลของคลอโรฟิลล์ต่อการเติบโตของเซลล์มะเร็งตับอ่อน

 นักวิจัยพบว่าการรับประทานคลอโรฟิลล์ทุกวันช่วยลดขนาดเนื้องอกในหนูที่ได้รับการปลูกถ่ายด้วยเซลล์มะเร็งตับอ่อนของมนุษย์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

 แม้ว่าผลการศึกษาในสัตว์ทดลองจะมีแนวโน้มที่ดี แต่ก็เพิ่งมีการทดลองในมนุษย์เมื่อไม่นานมานี้  จากการศึกษาเล็กๆ ของอาสาสมัครสี่คนพบว่าคลอโรฟิลล์อาจจำกัดอะฟลาทอกซินที่กินเข้าไป ซึ่งเป็นสารประกอบที่ทราบกันว่าก่อให้เกิดมะเร็ง

 ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาเก่าที่เชื่อถือได้ของจีน ซึ่งการบริโภคคลอโรฟิลลินในแต่ละมื้อทำให้ไบโอมาร์คเกอร์ของอะฟลาทอกซินลดลง 55% เมื่อเทียบกับยาหลอก (ยาหลอกคือยาที่ไม่มีผลใดๆ และใช้กับผู้ทดลองเพื่อทดสอบผลของยาเท่านั้น)

 นอกจากนี้ยังมีการวางแผนการทดลองเพื่อตรวจสอบว่าอาหารที่อุดมด้วยคลอโรฟิลล์นั้นส่งผลต่อความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่อย่างไร  

 อย่างไรก็ตาม การศึกษาความเป็นไปได้ในปี 2019 แหล่งที่เชื่อถือได้ พบว่าการรับประทานอาหารดังกล่าวต่ำกว่าที่คาดไว้ โดยผู้เข้าร่วมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เพียง 73.2 เปอร์เซ็นต์ของเวลาทั้งหมด

 4. ช่วยลดน้ำหนัก

 หนึ่งในสิ่งที่ถูกพูดถึงเกี่ยวกับคลอโรฟิลล์ คือความสามารถในการช่วยลดน้ำหนัก  อย่างไรก็ตาม การวิจัยในหัวข้อนี้ในปัจจุบันมีจำกัดมาก

 การศึกษาในปี 2014 ที่มีผู้เข้าร่วมหญิง 38 คนพบว่าผู้ที่ทานอาหารเสริมจากพืชสีเขียว ซึ่งรวมถึงคลอโรฟิลล์ วันละครั้งจะลดน้ำหนักได้มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับอาหารเสริม

 นักวิจัยยังแนะนำว่าอาหารเสริมลดระดับคอเลสเตอรอลที่เป็นอันตราย  กลไกที่อยู่เบื้องหลังการค้นพบนี้ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับคลอโรฟิลล์หรือไม่ ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

26 วิธีลดน้ำหนักอย่างเร่งด่วน อ่านต่อที่นี่

 5. ระงับกลิ่นกายตามธรรมชาติ

 แม้ว่าคลอโรฟิลลินจะถูกนำมาใช้ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1940 เพื่อกำจัดกลิ่นบางอย่าง แต่การศึกษาก็ล้าสมัยและแสดงผลที่หลากหลาย

 จากการศึกษาล่าสุดของผู้ที่มีไตรเมทิลอะมินูเรีย ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้เกิดกลิ่นคาว พบว่าคลอโรฟิลลินลดปริมาณไตรเมทิลลามีนอย่างมีนัยสำคัญ

 แต่ความสามารถของคลอโรฟิลลินในการช่วยลดกลิ่นปาก มีหลักฐานเพียงเล็กน้อยที่สนับสนุนเท่านั้น

 ความเสี่ยงจากการใช้คลอโรฟิลล์

 จากการศึกษาคลอโรฟิลล์ธรรมชาติและคลอโรฟิลลินไม่มีการว่ามันเป็นพิษ  แต่อาจมีผลข้างเคียงที่เป็นไปได้ ได้แก่ :

  • ปัญหาทางเดินอาหาร
  • ท้องเสีย
  • อุจจาระสีเขียว เหลือง หรือดำ ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเลือดออกในทางเดินอาหารได้
  • อาการคันหรือแสบร้อนเวลาทา

นักวิจัยไม่ได้ศึกษาผลของการใช้คลอโรฟิลล์ในสตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร

คุณควรปรึกษาแพทย์ของคุณก่อนรับประทาน  อาจเป็นไปได้ว่าคลอโรฟิลล์อาจส่งผลเสียต่อยาที่คุณกำลังใช้

 คลอโรฟิลล์ธรรมชาติ

คุณสามารถใช้คลอโรฟิลล์แบบโฮมเมดเพื่อทำสูตรสมูทตี้แสนอร่อยได้ เช่น จากบล็อก The Green Lean Bean

 พืชที่สดและเขียวเป็นแหล่งคลอโรฟิลล์ที่ดี  ซึ่งหมายความว่าผักและสมุนไพรเช่น:

  •  ต้นข้าวสาลี
  •  ถั่วเขียว
  •  ผักโขม
  •  พาสลีย์
  •  เมล็ดถั่ว
  •  กระเทียมหอม

ตามที่ Oregon State University ผักโขมดิบหนึ่งถ้วยมีคลอโรฟิลล์ประมาณ 24 มก.  ผักชีฝรั่งมีประมาณ 19 มก. ต่อถ้วย แหล่งคลอโรฟิลล์ที่ดีที่สุดจะมาจากผักและสมุนไพรที่มีสีเขียวทั้งภายในและภายนอก

ผักอย่างบร็อคโคลี่และหน่อไม้ฝรั่งอาจเป็นสีเขียวด้านนอก แต่ภายในที่เป็นสีขาวแสดงถึงคลอโรฟิลล์ในปริมาณที่น้อยกว่า

No Responses

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เรื่องล่าสุด