Vitamin a

Rate this post

วิตามินเอ หรือ vitamin a คือวิตามินที่ละลายในไขมัน เป็นวิตามินที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย การเสริมสร้างกระดูก และระบบสืบพันธุ์ รวมถึงป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร และเนื่องจากเป็นวิตามินที่สามารถละลายได้ในไขมัน จึงต้องใช้ไขมันและแร่ธาตุมาช่วยในกระบวนการดูดซึมของร่างกาย เป็นวิตามินที่มีความสำคัญมากต่อร่างกายชนิดหนึ่ง ร่างกายไม่สามารถผลิตวิตามิน a ขึ้นเองได้ ตามปกติร่างกายมนุษย์จะสะสมวิตามินเอที่ได้รับจากอาหารชนิดต่าง ๆ ที่รับประทานเข้าไป เมื่อมีความจำเป็นจะต้องใช้งาน ร่างกายก็จะดึงวิตามินชนิดนี้ออกมาใช้งาน

คุณสมบัติของวิตามินเอ

ไวตามินเอมีคุณสมบัติเฉพาะคือเป็นวิตามินที่ไม่สามารถละลายได้ในน้ำ แต่จะละลายได้เฉพาะในไขมันเท่านั้น มีความทนทานต่อความร้อนได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ต้องไม่ร้อน หรือมีอุณหภูมิที่สูงจนเกินไป ทนทานต่อกรดและด่างได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ทนต่อแสงแดด ดังนั้นการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของวิตามินเอ จึงนิยมเก็บเอาไว้ในขวดสีน้ำตาล และใส่วัตถุที่ช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นเอาไว้ เพื่อลดความสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการของวิตามิน

ประเภทของวิตามิน a

วิตามินเอโดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

วิตามินเอแบบสำเร็จรูป คือวิตามินที่อยู่ในรูปเรตินอล ซึ่งสามารถพบได้ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เช่น ตับ ไข่แดง น้ำนม น้ำมันตับปลา เป็นต้น

โปรวิตามินเอ หรือแคโรทีน คือวิตามินที่อยู่ในรูปแบบของสารเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นเพียงสารตั้งต้นของวิตามินเอ ซึ่งเมื่อรับเข้าสู่รางกาย ร่างกายจึงจะทำปฏิกิริยาเปลี่ยนสารชนิดนี้ให้กลายเป็นวิตามินเอ อาหารที่มีวิตามิน เอประเภทนี้คือผักที่มีสีสันต่าง ๆ เช่น แครอท ผักโขม บร็อคโคลี่ ฟักทอง เป็นต้น

ร่างกายดูดซึมวิตามินเออย่างไร

เมื่อรับประทานอาหารที่มีวิตตามินเอเข้าไป ร่างกายจะเริ่มกระบวนการย่อยอาหาร จากนั้นร่างกายจึงจะเริ่มดูดซึมวิตามินเอเข้าสู่ร่างกาย โดยบริเวณลำไส้เล็กเป็นบริเวณที่มีน้ำย่อยที่ใช้ย่อยไขมัน (Fat Splitting Enzyme) และมีเกลือน้ำดีที่จะเปลี่ยนแคโรทีนให้เปลี่ยนรูปเป็นวิตามินเอได้ โดยมีตัวช่วยที่เรียกว่าไทรอกซิน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ที่สร้างจากต่อมไทรอยด์ จากนั้นวิตามินจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อให้อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายนำไปใช้งานต่อไป การดูดซึมวิตามินเอจะดีหรือไม่ขึ้นกับปัจจัยสำคัญอย่างกรดไขมันที่ได้จากอาหารที่รับประทานเข้าไปนั่นเอง

ไวตามินเอในร่างกายมากกว่า 95% จะถูกเก็บสะสมเอาไว้ที่ตับ ด้วยเซลล์ไขมันที่เรียกว่าไลโปซัยท์ โดยวิตามินที่เก็บสะสมไว้นั้น 90% จะถูกเก็บสะสมเอาไว้ที่ตับ เมื่อร่างกายต้องการนำวิตามินมาใช้ก็จะเคลื่อนย้ายวิตามินด้วยการไฮโดรไลท์ให้วิตามินเปลี่ยนรูปจากเรตินิล เอสเตอร์ให้กลายเป็นเรตินอลอิสระ ซึ่งจะรวมเข้ากับโปรตีนที่เป็นเรตินอลไบน์ดิ้งโปรตีน หรือเรียกย่อ ๆ ว่า RBP

RBP ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาจากตับ และส่งต่อเข้าสู่กระแสเลือด ถูกใช้เป็นเรตินอลอาร์บีพีคอมเพล็กซ์ เกิดขึ้นร่างกายต้องการใช้วิตตามินเอ ตามปกติระดับวิตามินเอในเลือดจะถูกควบคุมด้วยกลไกควบคุมสมดุลระหว่าง RBP และการปล่อยหรือการสลายตัวของวิตามิน หากเรตินอลไม่มีการเก็บสะสมเอาไว้ในตับ ก็จะถูกขับถ่ายออกจากร่างกายทางไต ในรูปของปัสสาวะหรืออุจจาระ ความสามารถของร่างกายแต่ละคนจะมีความสามารถในการกักเก็บวิตามินเอที่แตกต่างกัน จากผลการศึกษาพบว่ากรณีที่ร่างกายมีปริมาณของวิตามินเอต่ำจนเป็นศูนย์นั้น เกิดจากการที่ร่างกายขาดการบริโภคอาหารที่มีวิตามินเอ นานมากกว่า 10 -12 เดือนขึ้นไป

อันตรายที่เกิดจากการขาดวิตามินเอ

อาการขาดวิตามินเออาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ดังนี้

ความต้านทานต่อโรคต่ำ วิตามินเอคือตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถทำงานได้เป็นปกติ หากร่างกายขาดวิตามินเอก็จะทำให้เกิดโรคติดเชื้อบริเวณระบบทางเดินหายใจได้ง่าย เสี่ยงต่อการอักเสบในโพรงจมูก ช่องปาก ลำคอ และต่อมน้ำลาย

ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคผิวหนัง วิตามินเอมีความสำคัญต่อการรักษาสภาพเยื่อบุผิวหนัง หากขาดวิตามินเอก็จะทำให้ผิวพรรณขาดความชุ่มชื้น เกิดการหยาบกร้าน แห้งและแตก โดยเฉพาะผิวหนังบริเวณข้อศอก ตาตุ่ม หรือข้อต่อส่วนด่าง ๆ ที่มักเกิดการเสียดสีตลอดเวลา ดังนั้นจึงอาจเกิดปัญหาโรคผิวหนังอย่างสิว และโรคติดเชื้ออื่น ๆ ได้

เกิดอาการตาฟาง เนื่องจากวิตามินเอคือสารประกอบสำคัญในการสร้างสารที่ใช้ในการมองเห็น หากร่างกายขาดวิตามินชนิดนี้ไปก็จะทำให้เกิดปัญหาการมองเห็นในเวลากลางคืน หรือบริเวณที่มีแสงสว่างน้อย ๆ ได้ ทั้งยังทำให้เยื่อบุตาแห้ง กระจกตาเกิดรอยแผล หากปล่อยให้ร่างกายขาดวิตามินเออย่างรุนแรงก็อาจทำให้ตาบอดได้

ประโยชน์วิตามินเอที่สำคัญต่อร่างกาย

ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็น วิตามินเอเป็นสารที่มีความสำคัญต่อสายตาเป็นอย่างมาก ร่างกายใช้ในการปรับเปลี่ยนแสงที่มากระทบดวงตาให้กลายเป็นสัญญาณไฟฟ้า ก่อนจะส่งข้อมูลไปยังสมอง จึงช่วยชะลอความเสื่อมของสายตาตามวัย และป้องกันอาการตาบอดตอนกลางคืนได้ เนื่องจากวิตามินเอเป็นสารประกอบหลักของ “เม็ดสีในโรดอพซิน” ซึ่งเป็นสารสีม่วงที่อยู่ในดวงตาช่วยในการมองเห็นในที่มืด และเพิ่มความอ่อนไหวต่อแสงของดวงตา

ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด มะเร็งเกิดจากเซลล์ที่เติยโตอย่างผิดปกติจนไม่สามารถควบคุมได้ แต่วิตามินเอมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเซลล์ ประโยชน์ของวิตามินเอคือผลกระทบต่อการเกิดมะเร็ง เป็นปัจจุยต่อการป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็ง โดยพบความเชื่อมโยงของวิตามินเอกับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน มะเร็งบริเวณคอ ปอด และกระเพาะปัสสาวะ

อย่างไรก็ตามพบว่าอาหารที่มีวิตามินเอสูงที่มาจากพืชนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งได้ แต่วิตามินเอที่ได้จากเนื้อสัตว์กลับไม่สามารถทำได้

เสริมความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกัน วิตามินเอมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย รวมทั้งการสร้างเยื่อเพื่อป้องกันดวงตา ปอด และอวัยวะเพศชาย โดยป้องกันแบคทีเรีย และภาวะการติดเชื้อต่าง ๆ และยังมีส่วนต่อการสร้างและการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว ช่วยให้การจับและกำจัดแบคทีเรีย รวมทั้งเชื้อโรคต่าง ๆ ในกระแสเลือดมีประสิทธิภาพ ดังนั้นหากร่างกายขาดวิตามินเอก็มักจะทำให้เกิดภาวะติดเชื้อได้ง่ายมากขึ้น และยังทำให้ร่างกายไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเจ็บป่วย

ลดความเสี่ยงที่จะเป็นสิว สิวคือปัญหาผิวหนังในลักษณะเรื้อรัง เป็นอาการอักเสบบริเวณผิวหนัง ผู้ที่เป็นสิวมักเกิดการพัฒนาของจุดสิวที่สร้างความเจ็บปวด และเกิดหัวสิวสีดำได้ ซึ่งตามปกติจะพบได้บริเวณใบหน้า แผ่นหลัง และหน้าอก สิวเกิดจากการอุดตันของต่อมไขมัน สิ่งที่มาอุดตันคือผิวหนังที่ตายแล้ว หรือไขมัน เมื่อเกิดการอุดตันรูขุมขนจะสร้างซีบัม ซึ่งเป็นไขมัน และสารเหนียว ๆ ที่ทำให้ผิวเป็นมัน ลื่น และกันน้ำได้

ดังนั้นประโยชน์ของวิตามินเอคือลดเกิดการผลิตโปรตีนชนิดเส้นใยที่เกิดขึ้นในรูขุมขนได้ จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดสิว และช่วยให้ร่างกายสามารถกำจัดเศษผิวหนังที่ตายแล้วออกไปจากรูขุมขนได้ง่ายขึ้น

เสริมสุขภาพที่ดีของกระดูก การรับประทานอาหารวิตามินเอสูงอย่างเพียงพอจึงมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาของกระดูกเป็นอย่างมาก ทำให้กระดูกแข็งแรง ผู้ที่มีระดับวิตามินเอในเลือดต่ำ มักมีความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักที่มากขึ้น อย่างไรก็ตามวิตามินเอเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่สามารถเสริมความแข็งแรงของกระดูกได้ ต้องรับประทานร่วมกับองค์ประกอบอื่น ๆ อย่างวิตามินดีด้วย

สนับสนุนการเจริญเติบโตและระบบสืบพันธุ์ วิตามินเอมีความสำคัญในการบำรุงรักษาระบบสืบพันธุ์ทั้งในชายและหญิง และช่วยให้ตัวอ่อนในครรภ์สามารถเจริญเติบโตและมีพัฒนาที่ดี การขาดวิตามินเออาจขัดขวางกระบวนการเติบโตของเซลล์สเปิร์ม และทำให้เป็นหมันได้ รวมทั้งลดความสมบูรณ์ของรังไข่ ทำให้เกิดผลกระทบต่อการฝังไข่ในครรภ์ของแม่ ร่วมทั้งการเติบโตและพัฒนาการของอวัยวะภายในต่าง ๆ และโครงสร้างของทารกในครรภ์เช่น กระดูก ระบบประสาท หัวใจ ไต ดวงตา ปอด และตับอ่อน

โทษของวิตามินเอ

  • หญิงที่ตั้งครรภ์ที่ได้รับวิตามินเอมากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะแท้งลูกได้ง่าย เสี่ยงต่อการพิการของทารก และมีอาการกระดูกผิดรูปได้
  • เกิดอาการเจ็บที่กระดูก และข้อต่อต่าง ๆ รู้สึกง่วงซึม นอนไม่หลับ ผมร่วง กระวนกระวาย ปวดศีรษะรุนแรง ท้องผูก เป็นอาการระยะยาวที่เกิดจากการได้รับวิตามินเอมากเกินไป
  • ผิวหนังลอก ผัวหนังแห้งแตก รู้สึกคันตามเนื้อตัว
  • กระดูกมีลักษณะผิดรูป ตับโต ม้ามโตผิดปกติ

นี่คือแหล่งที่มาในบทความของเรา

  • https://ods.od.nih.gov/factsheets/VitaminA-HealthProfessional/
  • https://www.webmd.com/a-to-z-guides/supplement-guide-vitamin-a
  • https://www.nhs.uk/conditions/vitamins-and-minerals/vitamin-a/

No Responses

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เรื่องล่าสุด